Cold Brew Coffee ทำไมต้องสกัดเย็น??

Last updated: 15 ก.ย. 2565  |  315 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Cold Brew Coffee ทำไมต้องสกัดเย็น??

          กาแฟสกัดเย็น กำลังเป็นที่ฮอตฮิตของหมู่คนรักกาแฟ เมื่อสามารถชงในน้ำเย็นได้เลย ไม่ต้องไปต้มน้ำให้ร้อน กินง่าย รสชาติแปลกใหม่ ชวนให้คนทั้งที่เป็นคอกาแฟอยู่แล้ว และคนไม่เคยดื่ม อยากจะลิ้มลอง

โดยปกติแล้ว หากคนไทยจะดื่มกาแฟแบบเย็น ก็สามารถสั่งแบบ ใส่น้ำแข็ง หรือ ปั่น (Frappe)  แล้วมันต่างจากกาแฟเย็นยังไง และจะมีรสชาติที่แตกต่างกันขนาดไหน มิสเตอร์คอฟฟี่จะมาให้ความรู้กับทุกคนว่า กาแฟสกัดเย็น คืออะไร และ ทำไมถึงต้องสกัดเย็น...

          หลายคนเลือกที่จะดื่ม กาแฟเย็น แทน กาแฟร้อน เพราะไม่ต้องการกินแต่ละที ให้ร้อนปาก ร้อนใน ถึงแม้ว่าจะแสบลิ้นในช่วงแรก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ใช่ว่า กาแฟทุกรส ไม่ว่าจะเป็น ลาเต้ คาปูชิโน่ อเมริกาโน่ จะเหมาะกับการดื่มแบบเย็น เพราะบางที สั่งมาแล้วอาจจะดื่มไม่ได้ หรือ ดื่มได้แต่รสชาติก็ไม่ถูกปากก็มี

          แถมหากปล่อยไว้นานเกินไป ไม่รีบดื่ม น้ำแข็งในแก้วก็จะละลาย ทำให้รสชาติของกาแฟเจือจางลงอีก แทนที่จะได้ดื่มกาแฟรสเข้มข้น ก็กลายเป็นฝาดลิ้น ไม่น่าดื่มไปเสียยังงั้น นั่นจึงทำให้เกิดกรรมวิธีการทำ กาแฟสกัดเย็น (Cold Brew Coffee) ขึ้นมา ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้คอกาแฟทุกคน สามารถลิ้มรสกาแฟ ในแบบเย็นได้เต็มที่ ปล่อยไว้นานแค่ไหน ก็ยังได้รสชาติเหมือนเดิม 0.0

          สำหรับกาแฟสกัดเย็นนั้น คือ กาแฟที่ชงด้วยน้ำเย็น หรือ น้ำอุณหภูมิห้อง เป็นเวลาขั้นต่ำ 12 – 24 ชั่วโมง ซึ่งกรรมวิธีการทำกาแฟสกัดเย็น จะทำโดยการเทน้ำ ลงบนกาแฟบดหยาบ เสร็จแล้วแช่ทิ้งไว้ จากนั้น จึงกรองเอากากออก เมื่อใช้อุณหภูมิน้ำที่เย็นในการชง เมล็ดกาแฟจะค่อย ๆ ปล่อยความขมและปริมาณกรดออกมาช้า ๆ ทำให้ดื่มแล้ว จะได้รสชาติหวาน  ไม่ขม  และ ไม่ปวดมวนท้อง ด้วยมีความเข้มข้นสูง บางคนจึงมักนำไปผสมน้ำ หรือ นมก่อนดื่ม

ทั้งนี้ กาแฟสกัดเย็น ยังมีอีกกรรมวิธีหนึ่ง นั่นคือ Nitro Cold Brew คือ การเทน้ำลงบนกาแฟบดหยาบ แช่ทิ้งไว้ แล้วอัดก๊าซไนโตรเจนเข้าไปผสม ซึ่งจะทำให้เกิดฟองกาแฟนุ่ม ๆ คล้ายกับฟองเบียร์ เมื่อดื่มแล้ว จะได้รสนุ่มละมุนลิ้น อร่อย ขึ้นกว่าเดิม


ข้อดี

- รสชาติไม่เฝื่อน ขม หรือ ฝาดลิ้น แม้วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง
- มีความหวาน ไม่ขมมาก เมื่อเทียบกับกาแฟ ที่ชงด้วยน้ำร้อน
- ไม่จำเป็นต้องใส่นม หรือ น้ำตาล ในปริมาณที่มาก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก
- ดื่มแล้ว สบายท้อง ไม่ปวดมวนท้องน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน
- เก็บได้นาน


ข้อเสีย

- ใช้เวลาในการชงนาน
- ต้องมีอุปกรณ์การชงกาแฟ

วิธีการทำกาแฟสกัดเย็น

         ความจริงแล้วทำไม่ยากเลย แต่อาจจะต้องหาซื้ออุปกรณ์กันหน่อย โดยหากมีอุปกรณ์อย่าง เครื่องเฟรนช์เพรส
( French Press ) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับกรองกากกาแฟ ก็จะช่วยให้การสกัดเย็น ทำได้ง่ายสุด ๆ แต่ถ้าไม่มี ก็ใช้เพียงอุปกรณ์ที่หาได้ในบ้าน ซึ่งเราจะมาแนะนำวิธีการนี้กัน โดยอุปกรณ์และวัตถุดิบที่คุณต้องมี คือ

วัตถุดิบและอุปกรณ์

- เมล็ดกาแฟ
- เครื่องบดกาแฟ
- น้ำเปล่า 1.5 ลิตร
- ขวดโหลหรือเหยือกขนาดใหญ่น้ำ
- ผ้าขาวบาง หรือ กระดาษกรองพร้อมดริปเปอร์
- ถ้วยตวงผงกาแฟ
- โดยเมล็ดกาแฟที่จะนำมาใช้ ให้ดูระดับการคั่วเมล็ดกาแฟ ส่วนใหญ่นิยมระดับคั่วกลาง (Medium Roast) ถึงคั่วเอสเปรสโซ (Espresso Roast) ซึ่งก็อาจจะต้องทดลองหลาย ๆ แบบ เพื่อค้นหาชนิดที่ให้รสชาติแบบที่ชอบ เพราะแต่ละชนิดก็จะให้รสชาติที่แตกต่างกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ก็คือ สัดส่วนเรื่องปริมาณเมล็ดกาแฟต่อปริมาณน้ำ โดยมี 2 สัดส่วน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการทำ คือ
1.เแบบพร้อมดื่ม (Ready to Drink) สัดส่วนระหว่างกาแฟต่อน้ำ ต้องอยู่ที่ประมาณ 1:12 – 1:14
2.แบบหัวเชื้อกาแฟ (Concentrated Cold Brew Coffee) เพื่อไว้ชงกินในครั้งต่อ ๆ ไป สัดส่วนกาแฟต่อน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1:7 – 1:8
สำหรับวิธีการทำนี้ จะทำแบบพร้อมดื่ม ใช้สัดส่วน 1:12 คือ กาแฟ 50 กรัม น้ำ 600 มิลลิลิตร

ขั้นตอนการทำ
1. บดกาแฟให้หยาบ ขนาดเท่าเศษขนมปังป่น  50 กรัม
2. เทกาแฟบดลงในเหยือกน้ำ จากนั้น เทน้ำ 1.5 ลิตร ลงไป ให้โดนผงกาแฟอย่างทั่วถึง หากโดนไม่ทั่ว ให้ใช้ช้อนคนเล็กน้อย ทั้งนี้ ต้องไม่ใช้ช้อนคนหลายรอบหรือเทน้ำ จนเกิดน้ำวนแรง ๆ เพราะหากน้ำกาแฟถูกรบกวนหรือเคลื่อนไหวมาก ๆ จะเป็นการเร่งการสกัดกาแฟ
3. ปิดฝาให้สนิท แล้วนำไปแช่ในตู้เย็น ประมาณ 12 – 24 ชั่วโมง แล้วแต่ระดับการบดเมล็ดกาแฟ ซึ่งถ้าบดหยาบมาก ก็อาจจะต้องแช่นานขึ้น
4. เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ให้เตรียมภาชนะสำหรับใส่น้ำกาแฟ แล้วหาภาชนะทรงกลมที่ก้นทะลุและวางเหนือภาชนะได้มาวางด้านบน รองด้วยผ้าขาวบาง
5. นำกาแฟที่แช่ตู้เย็นไว้ มาเทใส่ลงไป ผ้าขาวบางจะค่อย ๆ กรองกากกาแฟออก
6. น้ำกาแฟสกัดเย็น พร้อมเสิร์ฟ

หมายเหตุ: เมื่อแช่กาแฟสกัดเย็นในตู้เย็น พึงระลึกไว้ว่าไม่ควรแช่ของที่มีกลิ่นแรงไว้ในตู้เย็น เพราะอาจเสี่ยงที่กาแฟจะดูดซับกลิ่นเหล่านั้นเข้าไปด้วย ดังนั้นนอกจากการใช้เฟรนช์เพรส การใช้โหลแก้วที่มีฝาปิดมิดชิดจึงอาจเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างมั่นใจกว่า

วิธีการดื่ม

สำหรับวิธีการดื่ม น้ำกาแฟสกัดเย็นที่ได้ออกมา ถึงจะมีรสชาติหวานกว่ากาแฟดำร้อน ๆ ปกติ แต่ก็ยังค่อนข้างมีรสขม หากใครไม่ชอบ ให้เพิ่มน้ำผึ้งและนมเพิ่มลงไปก็จะช่วยให้รสชาติดีมากขึ้น ทั้งนี้ ให้ลองปรับสัดส่วนตามรสชาติที่ต้องการ โดยหากทำเสร็จแล้ว จะสามารถแช่ไว้ได้นานถึง 2 อาทิตย์ เลยทีเดียว

ถึงแม้ว่า กาแฟสกัดเย็น อาจจะมีข้อเสียอยู่หน่อย ๆ ตรงที่ถ้าทำเอง จะต้องใช้เวลานาน และต้องซื้ออุปกรณ์สำหรับชงกาแฟ ถึงจะทำได้ แต่ในปัจุบัน ก็มีกาแฟสกัดเย็นแบบสำเร็จรูป ออกมาวางขายแล้ว ดังนั้น หากต้องการลิ้มลอง สามารถหาซื้อกันมาดื่มได้เลย

หากใครเป็นคอกาแฟ และ ไม่อยากลวกปากทุกครั้ง เวลาดื่ม ในทุกเช้าที่ต้องรีบเร่งไปทำงาน แนะนำ กาแฟสกัดเย็น เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง รับรองว่า จะได้รสชาติที่แปลกใหม่ และ สะดวกขึ้น จนคุณอาจลืมการดื่มกาแฟแบบเดิม ๆ ไปเลย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้